Investment Discovery Museum

หนีเงินเฟ้อ...ศัตรูร้ายทางการเงิน

 

 

          ภาวะเงินเฟ้อ คือ ภาวะที่ราคาสินค้าและบริการโดยทั่วไปเพิ่มสูงขึ้นต่อเนื่อง ประชาชนจะทราบภาวะเงินเฟ้อได้จากการประกาศอัตราเงินเฟ้อโดยหน่วยงานที่ทำหน้าที่ดูแล ซึ่งเป็นการวัดอัตราการเพิ่มขึ้นของระดับราคาสินค้า (อาหาร เสื้อผ้า ข้าวสาร) และบริการ (ค่ารักษาพยาบาล ค่าเทอม) โดยเฉลี่ย และมักจะเปรียบเทียบกับราคาในปีก่อนหน้า จากข้อมูลรายงานของสำนักนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) กระทรวงพาณิชย์ จะเห็นการประกาศดัชนีราคาผู้บริโภคทั่วไป หรือ CPI ในเดือนพฤษภาคม อยู่ที่ 106.62 เพิ่มขึ้น 7.1% เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปี 2564 เป็นสถิติสูงสุดในรอบ 13 ปี ซึ่งมีสาเหตุมาจากทั้งปัจจัยภายในประเทศและต่างประเทศ เช่น ราคาน้ำมันเชื้อเพลิงที่ปรับตัวสูงขึ้นตามราคาในตลาดโลก และ การยกเลิกการตรึงราคาก๊าซหุงต้มทำให้ราคาก๊าซหุงต้มปรับตัวสูงขึ้น 

 

          หากอัตราเงินเฟ้อสูง ฐานะและความเป็นอยู่ของเราก็จะได้รับผลกระทบ กล่าวคือ รายจ่ายของเราจะเพิ่มขึ้น ในขณะที่รายได้ของเราอาจไม่เพิ่มหรือเพิ่มขึ้นน้อยกว่าอัตราเงินเฟ้อ พูดง่ายๆ ก็คือ เรามีเงินเท่าเดิมแต่ซื้อของได้น้อยลง เงินเฟ้อจึงเปรียบเสมือนศัตรูร้ายทางการเงินที่กัดกินความมั่นคงทางการเงินของเรานั่นเอง

 

เราหนีเงินเฟ้อได้หรือไม่  

          เงินเฟ้อเป็นภาวะที่เกิดขึ้น เพราะฉะนั้น จึงเป็นสิ่งเราแต่ละคนที่ต้องทำความรู้จักและหาทางจัดการที่เหมาะสม บางคนเลือกที่จะปรับรูปแบบและหาวิธีใช้จ่ายให้สอดคล้องกับเงินที่หามาได้ อาจซื้อของน้อยลง ประหยัดมากขึ้นเพื่อให้สามารถยังชีพได้ต่อไป ในขณะที่บางคนต้องการจับจ่ายใช้สอยเหมือนเดิม ก็จำเป็นต้องแสวงหาทางเลือกลงทุนเพื่อให้ได้ผลตอบแทนสูงกว่าอัตราเงินเฟ้อ เพื่อให้เงินในมือเติบโตทันราคาสินค้าที่สูงขึ้น อย่างไรก็ดี หากเลือกลงทุนในสินทรัพย์ที่มีโอกาสสร้างผลตอบแทนสูงแล้ว ต้องเข้าใจและยอมรับได้ด้วยว่ากำลังเผชิญกับความเสี่ยงที่สูงขึ้นเช่นกัน

 

          ตัวอย่างทางเลือกลงทุนที่มีโอกาสสร้างผลตอบแทนสูง ได้แก่ การลงทุนผ่านกองทุนรวม ซึ่งเป็นการซื้อหน่วยลงทุนที่บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.) เสนอขาย โดย บลจ. ทำหน้าที่บริหารด้วยการลงทุนนั้นในสินทรัพย์ประเภทต่างๆ เช่น ตราสารหนี้ ตราสารทุน หรือสินทรัพย์ทางเลือก หากเลือกลงทุนในกองทุนรวม ผู้ลงทุนก็ไม่จำเป็นต้องบริหารเอง มีมืออาชีพดูแลให้

 

          อีกตัวอย่างหนึ่งของทางเลือกลงทุนที่มีโอกาสสร้างผลตอบแทนสูง คือ การลงทุนในหุ้น ซึ่งเป็นการซื้อหุ้นของบริษัทที่นำเงินไปประกอบธุรกิจเพื่อสร้างผลกำไร และนำผลกำไรมาจ่ายเป็นเงินปันผลให้แก่ผู้ถือหุ้น นอกจากนั้น หากบริษัททำธุรกิจที่มีความเติบโต มูลค่าของหุ้นก็จะเติบโตตามไปด้วย หากเลือกลงทุนในหุ้นของบริษัทใด ผู้ลงทุนจำเป็นจะต้องเลือกหุ้นที่มีแนวโน้มเติบโตดี รวมทั้งติดตามข้อมูลของบริษัทอย่างใกล้ชิด เช่น ผลการดำเนินงาน ฐานะทางการเงิน ประสิทธิภาพของผู้บริหาร รวมทั้งอัตราส่วนทางการเงินต่างๆ   

 

          อีก 2 ปัจจัยที่ช่วยเพิ่มมูลค่าของเงินลงทุน คือ การลงทุนอย่างต่อเนื่องในระยะยาว ถ้าเราเริ่มต้นลงทุนตั้งแต่อายุน้อย ๆ และลงทุนอย่างสม่ำเสมอ ก็จะมีโอกาสได้รับประโยชน์จากผลตอบแทนทบต้น ซึ่งทำให้เงินลงทุนเติบโตไปเรื่อยๆ เมื่อเวลาผ่านไป

 

สำหรับมือใหม่เริ่มต้นลงทุนที่ต้องการทดลองคำนวณหาผลตอบแทนจากการลงทุน เพื่อประกอบการตัดสินใจ สามารถทดลองใช้โปรแกรมเพิ่มพลังตังค์เก็บของ INVESTORY ได้ ที่นี่