Investment Discovery Museum

บันได 3 ขั้น สู่ความมั่งคั่งของมนุษย์เงินเดือน

 

 

สำหรับคนในช่วงอายุราวๆ 22-23 ปี ถ้าไม่เลือกที่จะเรียนต่อ ส่วนใหญ่ก็คงจะก้าวเข้าสู่ชีวิตทำงาน เริ่มต้นหารายได้ด้วยตนเอง ไม่ว่าจะเป็นการประกอบธุรกิจส่วนตัว เป็นฟรีแลนซ์ หรือเป็นพนักงานบริษัทซึ่งได้รับเงินเดือนประจำ ความจริงแล้วชีวิตมนุษย์เงินเดือนถือว่ามีความสบายกว่าการเป็นฟรีแลนซ์หรือการประกอบธุรกิจส่วนตัว ในแง่ของความสม่ำเสมอของรายได้ พอถึงสิ้นเดือน เงินเดือนก็เข้าบัญชีโดยอัตโนมัติ แถมบางคนยังมีโอกาสได้รับรายได้เพิ่มจากค่าล่วงเวลา โบนัส ฯลฯ ซึ่งความสะดวกสบายนี้เองที่ทำให้มนุษย์เงินเดือนเกิดความประมาท เพราะคิดว่ายังไงก็มีเงินให้ใช้ไม่ขาดมือทุกเดือน

แต่...ความไม่แน่นอนในชีวิตเกิดขึ้นได้เสมอ ไม่ว่าจะเป็นการเปลี่ยนงาน อุบัติเหตุ หรือเกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝันต่างๆ ที่ทำให้ต้องเสียเงิน ติดกับดักทางการเงินทำให้ใช้จ่ายเกินตัว หรือเป็นหนี้ก้อนใหญ่ ดังนั้น มนุษย์เงินเดือนจึงควรวางแผนการเงินให้สอดคล้องกับสถานการณ์ที่เผชิญและเป้าหมายที่วางไว้ในแต่ละช่วงชีวิต มีหนี้ต้องจัดการหนี้ก่อน หลังจากนั้นก็เดินหน้าเก็บเงินให้ได้ตามเป้าหมาย จะได้สบายในบั้นปลายชีวิต

จากหนังสือ "เงินทองต้องวางแผน ตอน มนุษย์เงินเดือนก็มั่งคั่งได้" จัดทำโดย ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เพื่อเป็นคู่มือสำหรับมนุษย์เงินเดือนให้สามารถวางแผนการเงินได้อย่างมีประสิทธิภาพ และกลายเป็นมนุษย์เงินเดือนที่มีความสุขและความมั่งคั่งไปพร้อมๆ กัน สรุปให้จำได้ง่ายๆ ว่า บันได ขั้น สู่ความมั่งคั่งของมนุษย์เงินเดือน ดังนี้

1)  หมดหนี้มีออม สิ่งแรกที่มนุษย์เงินเดือนอย่างเราๆ ต้องระวังก็คือ กับดักทางการเงินที่มักจะแอบแฝงเข้ามาในหลากหลายรูปแบบ ทำให้เราเพลิดเพลินกับการใช้จ่ายมากขึ้นเรื่อยๆ จนอาจหลุดเข้าไปสู่วงจรหนี้ เช่น การใช้ชีวิตตามเทรนด์ ต้องเปลี่ยนตาม...เดี๋ยวจะตกกระแส #ของมันต้องมี จะทำยังไงดีบัตรเครดิตช่วยเราได้ ยิ่งมีแบ่งจ่าย 0% อยากได้อะไรก็รูดปรื๊ดๆ ง่ายจนไม่รู้สึกว่าเงินกำลังออกจากกระเป๋า เมื่อถึงกำหนดชำระ ถ้าสามารถชำระค่าใช้จ่ายได้เต็มจำนวนที่เรียกเก็บ ก็ไม่น่าจะมีปัญหาอะไร แต่ถ้าเมื่อไหร่จ่ายได้แค่ขั้นต่ำหรือต้องค้างชำระ ก็ต้องเสียดอกเบี้ยแพง ทำให้หนี้พอกพูนขึ้นไปอีก ดังนั้น เราควรเริ่มต้นจากการบริหารค่าใช้จ่ายให้ดี อย่าปล่อยให้ชีวิตตกอยู่ในวงจรหนี้ หรือรีบออกมาให้พ้นจากวงจรหนี้โดยเร็ว เมื่อหมดหนี้ เราก็จะมีเงินเหลือพอที่จะเริ่มเก็บออม "รายได้ไม่สำคัญเท่ากับรายจ่าย มีมากใช้มากก็ยากจน มีมากใช้น้อยสบายแน่นอน"

2)  ลงทุนเพิ่มค่า เมื่อเริ่มมีเงินเก็บออมแล้วก็นับว่าดี ไม่ว่าจะเป็นการเก็บเป็นเงินสด การฝากประจำ การซื้อสลากออมสินหรือสลากออมทรัพย์ การทำประกันชีวิตแบบสะสมทรัพย์ แต่จะดียิ่งกว่าถ้ารู้จักนำเงินไปลงทุนให้ได้ผลตอบแทนเพิ่มขึ้น อย่างน้อยก็ควรสูงกว่าอัตราเงินเฟ้อ ซึ่งทำให้ค่าเงินของเราลดลงปีละประมาณ 2% - 3%
ไปเรื่อยๆ เช่น ราคาข้าวไข่เจียวปีนี้จานละ 
20 บาท ปีหน้าราคาอาจปรับเพิ่มขึ้นเป็นจานละ 25 บาทตามราคาวัตถุดิบ เช่น ไข่ ข้าว เครื่องปรุง ที่เปลี่ยนแปลงไปตามอัตราเงินเฟ้อ เป็นต้น นอกเหนือจากการเก็บออมที่กล่าวถึงข้างต้น ปัจจุบันยังมีทางเลือกลงทุนในตลาดทุนอีกมากมาย เช่น ตราสารหนี้ กองทุนรวม หุ้น ฯลฯ
เงินออมหลักพันก็มีโอกาสเติบโตเป็นเงินล้านได้ ถ้าการลงทุนนั้นได้รับอัตราผลตอบแทนที่สูงและลงทุนในระยะเวลาที่นานพอ

3)  วางแผนก่อนแก่ สำหรับผู้สูงอายุ นอกเหนือจากเรื่องดูแลสุขภาพแล้ว ปัญหาสำคัญที่สุดคือ การไม่ได้เตรียมเก็บเงินไว้ใช้เมื่อไม่มีรายได้จากการทำงานแล้วหรือหลังเกษียณ ซึ่งเป็นช่วงชีวิตที่มีแต่ค่าใช้จ่าย ยิ่งแก่ตัวค่าใช้จ่ายยิ่งสูงตาม เช่น ค่าหมอ ค่ายา ค่าใช้จ่ายจิปาถะต่างๆ ดังนั้น ในช่วงที่ยังมีรายได้ประจำ อย่าลืมวางแผนเกษียณเพื่อเตรียมเงินให้พร้อม จะได้ไม่ลำบากในช่วงบั้นปลายชีวิต หรือถ้าเป็นไปได้ ก็ควรเตรียมตัววางแผนเกษียณตั้งแต่เริ่มทำงานวันแรก "ไม่มีคำว่าเร็วเกินไปสำหรับการวางแผนเพื่อการเกษียณ"

 

เริ่มต้นวางแผนการเงินและเรียนรู้การลงทุนได้ที่ INVESTORY พิพิธภัณฑ์เรียนรู้การลงทุน

ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย