Investment Discovery Museum

ใช้จ่ายอย่างมีสติ

 

 

ถ้าคุณอยากมีชีวิตที่ราบรื่นไม่ติดขัด บรรลุเป้าหมายตามที่ตั้งใจ และมีเงินทองพอใช้ไม่ขาดมือ ก็ควรหมั่นตรวจสอบสุขภาพทางการเงินอย่างสม่ำเสมอ เพื่อให้รู้ว่าในแต่ละเดือนมีค่าใช้จ่ายอะไรบ้าง มีรายได้เพียงพอกับค่าใช้จ่ายหรือไม่ และมีหนี้สินมากเกินไปหรือเปล่า

คุณสามารถเช็คสุขภาพทางการเงินของตัวเองอย่างง่ายๆ โดยดูจากรายได้และค่าใช้จ่ายในช่วงครึ่งปีที่ผ่านมา แล้วลองดูซิว่า วันนี้สุขภาพทางการเงินของคุณเป็นอย่างไรกันบ้าง

·     ถ้า ค่าใช้จ่ายมากกว่ารายได้ แสดงว่า สุขภาพทางการเงินอ่อนแอ เพราะใช้จ่ายเงินเกินตัว จะประสบปัญหาเงินขาดมือและมีแนวโน้มที่จะก่อหนี้ในอนาคตอันใกล้

·     ถ้า ค่าใช้จ่ายพอๆ กับรายได้ แสดงว่า สุขภาพทางการเงินอยู่ในขั้นเฝ้าระวัง ใช้เงินเดือนชนเดือน ไม่มีเงินเหลือเก็บออมหรือสำรอง หากเกิดเหตุฉุกเฉิน คงหนีไม่พ้นที่จะต้องกู้เงิน เป็นหนี้ต้องจ่ายดอกเบี้ยเพิ่มอีก

·     ถ้า ค่าใช้จ่ายน้อยกว่ารายได้ แสดงว่า สุขภาพทางการเงินเริ่มแข็งแรง ยิ่งมีเงินเหลือมาก ก็ยิ่งแข็งแรงมาก และสามารถที่จะนำไปต่อยอดหาผลตอบแทนเพิ่มได้

จะเห็นได้ว่า สุขภาพทางการเงินจะอ่อนแอหรือแข็งแรงนั้นขึ้นอยู่กับค่าใช้จ่ายเป็นหลัก ดังนั้น ถ้าต้องการปรับปรุงสุขภาพทางการเงินของคุณให้แข็งแรงขึ้น วิธีที่ง่ายที่สุด ก็คือ การลดค่าใช้จ่าย อาจกล่าวได้ว่า ค่าใช้จ่ายที่ลดลง ก็คือ เงินเหลือเก็บที่เพิ่มขึ้น นั่นเอง

โดยทั่วไปแล้ว ค่าใช้จ่ายในแต่ละเดือนจะประกอบด้วย 3 ส่วนหลักๆ คือ ค่าใช้จ่ายประจำ ค่าใช้จ่ายยืดหยุ่น และหนี้สิน (ถ้ามี)

1)    ค่าใช้จ่ายประจำ เป็นค่าใช้จ่ายที่จำเป็นต่อการทำงานและดำรงชีวิต เช่น ค่าเช่า ค่าน้ำ ค่าไฟ ค่าอาหาร ค่าเดินทาง เป็นต้น ซึ่งค่าใช้จ่ายส่วนนี้คงไม่สามารถปรับลดได้หรือปรับลดได้ไม่มากนัก

2)    ค่าใช้จ่ายยืดหยุ่น เป็นค่าใช้จ่ายของกินของใช้ที่เกิดขึ้นจากไลฟ์สไตล์การใช้ชีวิต เช่น มือถือรุ่นใหม่ล่าสุด เสื้อผ้า-กระเป๋า-รองเท้า-นาฬิกาแบรนด์เนม อาหาร-ขนมหวาน-เครื่องดื่มร้านดังในโลกโซเชียล ฯลฯ ค่าใช้จ่ายส่วนนี้แหละเป็นส่วนที่ต้องนำมาทบทวน เพราะก็มีบางครั้งก็ตัดสินใจซื้อแบบไร้สติ...จนไร้สตางค์ ต่อไปนี้ขอให้เริ่มต้นใหม่ หมั่นท่องคาถาประจำใจ ถูกแค่ไหนไม่ใช้ไม่ซื้อ หรือ ถ้าจะซื้อ...ต้องไม่เกินเงินที่เหลือในเดือนนั้นๆ

3)    หนี้สิน กรณีที่มีหนี้สินที่ต้องชำระคืน ก็ควรจะจัดการหนี้สินที่มีอยู่ให้หมดโดยเร็วที่สุดและไม่ก่อหนี้ก้อนใหม่ขึ้นอีก โดยเฉพาะอย่างยิ่งหนี้ไม่มีคุณภาพที่เกิดจากการกู้ยืมมาบริโภคเพื่อความสะดวกสบายหรือตอบสนองไลฟ์สไตล์ส่วนตัว ซึ่งนอกจากจะไม่ช่วยสร้างรายได้แล้ว ยังต้องเสียดอกเบี้ยในอัตราที่สูงมาก เช่น หนี้บัตรเครดิต สินเชื่อเงินผ่อน เป็นต้น อย่างไรก็ดี หากจำเป็นจะต้องมีหนี้ ก็ควรเป็นหนี้ดีหรือหนี้กู้ยืมเพื่อซื้อทรัพย์สินที่สามารถสร้างรายได้หรือมีมูลค่าเพิ่มขึ้นในอนาคต เช่น บ้าน ที่ดิน อุปกรณ์หรือเครื่องมือในการทำงาน เป็นต้น

ข้อควรระวัง:   การชำระคืนหนี้สินรวมในแต่ละเดือนไม่ควรเกิน 30-50% ของรายได้ต่อเดือน

             

            เมื่อสุขภาพทางการเงินของคุณเริ่มแข็งแรง คือ ค่าใช้จ่ายน้อยกว่ารายได้ และเริ่มมีเงินเหลือ สิ่งที่ควรทำอย่างต่อเนื่อง ก็คือ การออมก่อนใช้ โดยการแบ่งรายได้ส่วนหนึ่ง (ประมาณ 10-20%) แยกเก็บไว้ก่อนที่จะใช้จ่ายในแต่ละเดือนเสมอ เพื่อเป็นเงินสำรองเผื่อฉุกเฉิน เพื่อลงทุนหาผลตอบแทนเพิ่มเติม หรือเพื่อเป้าหมายอื่นตามที่ตั้งใจ สามารถอ่านข้อมูลเพิ่มเติมได้จากบทความ บัญชีเงินออมทั้ง4ของมันต้องมี หรือ มาเรียนรู้การออมรูปแบบใหม่ได้ที่ INVESTORY

 

ไม่ว่าสุขภาพการเงินของคุณเป็นแบบไหน...เริ่มต้นใหม่ได้เสมอ

เพียงแค่รู้จักใช้จ่ายอย่างมีสติก็มีสตางค์เก็บแน่นอน

 

เรียนรู้การลงทุนเริ่มต้นที่ INVESTORY พิพิธภัณฑ์เรียนรู้การลงทุน